การตั้งค่า Windows 8.1 ให้แสดง File และ Folder ที่ถูกซ่อนไว้

วิธีการนั้นช่างง่ายดาย เพียงเปิด File Explorer ขึ้นมาและทำตามขั้นตอนในรูปเลยจ้า…

File Explorer

View Option

แค่นี้ก็เรียบร้อย Folder ที่ถูกซ่อน จะเห็นเป็น Folder สีจางๆ

ติดตั้ง Extra Packages for Enterprise Linux (EPEL) บน CentOS

คุณเคยไม๊เวลาที่ต้องลงอะไรที่คนทั่วไปเค้าไม่ค่อยได้ใช้กัน กว่าจะหา Package มาได้ก็ลำบากมาก

วันนี้เรามาใช้ Repository ตัวนึงของ Fedoraproject กันดีกว่า มันมีชื่อว่า
Extra Packages for Enterprise Linux (EPEL)

วิธีติดตั้ง repo ก็ง่ายมากๆครับ
จริงๆวิธีการมีเขียนบอกไว้อยู่แล้วที่ http://fedoraproject.org/wiki/EPEL

ผมสรุปออกมาสั้นๆง่ายๆ สั่งตามนี้

URL ของไฟล์ RPM ก็ไปหาเอาที่ http://fedoraproject.org/wiki/EPEL อยู่ตรงหัวข้อ How can I use these extra packages?

สำหรับใครที่ใช้ CentOS 5 ใช้คำสั่งชุดนี้ครับ

แค่นี้ก็เรียบร้อยจ้า…

ติดตั้ง webmin บน centos 6

เรื่องมันเกิดจากว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเก่ง command line เท่าไหร่ เพราะว่าจำไม่เคยจะได้เลย
พอต้องทำอะไรที่ ก็ต้องดู help บ้างละ search google บ้างละ ก็เสียเวลาไปไม่ใช่น้อย

ก็เลยหันไปคบกับ webmin ซึ่งเป็น control panel ของ linux ที่มี feature ค่อนข้างจะครบเลยทีเดียว แถมยังฟรีอีกด้วย

เอาล่ะวิธีลงก็ง่ายมากมาย

สำหรับ centos 6 ถ้าลงแบบ minimal จะไม่มี wget มาให้ด้วย ก็ลงเพิ่มซะด้วยคำสั่ง

แล้วก็ text editor ซักตัวใครถนัดตัวไหนก็ตัวนั้นได้เลยครับ ผมถนัน nano ถ้ามันยังไม่มีลงมาให้ก็ลงซะ

หลังจากนั้นก็สร้างไป webmin.repo ไว้ที่ /etc/yum.repo.d/

copy คำสั่งต่อไปนี้ใส่ลงไปในไฟล์ webmin.repo

[Webmin]
name=Webmin Distribution Neutral
#baseurl=http://download.webmin.com/download/yum
mirrorlist=http://download.webmin.com/download/yum/mirrorlist
enabled=1

จัดการ save ไฟล์ซะ แล้วหลังจากนั้นก็สั่งตามนี้

เป็นอันว่าเรียบร้อยจ้า…

เปิด webmin ใช้งานก็ http://หมายเลขไอพีของคุณ:10000

ถ้าเปิดไม่ได้อาจจะติด firewall ให้ลองตรวจสอบดูว่าเปิดให้ port 10000 ทำงานหรือยังนะครับ

วิธีการติดตั้งของแท้ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.webmin.com/rpm.html

ติดตั้ง pptpd (poptop) บน CentOS 6 แบบรวดเร็ว

ง่ายมากๆ แค่ 2 คำสั่ง copy ไปวาง แล้ว Enter เสร็จ ฮาๆ…

ชุดคำสั่งข้างบนสำหรับ Red Hat Enterprise Linux 6 และ CentOS 6 ก็สามารถใช้ได้เช่นกันครับ

 

เท่าที่อ่านคู่มือดู เหมือนว่าจะสั่ง

ได้เลย แล้วมันจะรู้เองว่าเป็น OS ตัวไหน แต่ต้องขอบอกก่อนนะครับว่ายังไม่ได้ลอง ^^

 

ใครไม่แน่ใจก็เข้าไปเลือก OS แล้ว copy URL มาเปลี่ยนเอาก็ได้ครับ
เข้าไปได้ที่ http://poptop.sourceforge.net/yum/stable/

สังเกตในคำสั่งจะมี http://poptop.sourceforge.net/yum/stable/rhel6/pptp-release-current.noarch.rpm
ที่ผมทำสีแดงๆ ตัวหนาๆ ขีดเส้นใต้ไว้นั่นละครับ ก็ใส่เป็นชื่อ OS ที่เราใช้ เช่น rhel5 , fc16 , fc15 เป็นต้น

 

ส่วนตั้งค่า pptpd ยังไงให้ใช้งานได้นั้น ก็ ^^ สู้ตายครับ ฮาๆ… เพราะผมก็ยังไม่เก่ง เลยยังไม่กล้าสอน ^^

 

ที่มา http://poptop.sourceforge.net/dox/redhat-howto.phtml

ติดตั้ง atomic repository สำหรับ YUM

จดไว้กันลืม จะติดตั้งทีไร ก็ต้องหาใหม่ทุกที 555

Copy ปะได้เลย
เสร็จแล้วก็ yum โลด…

เหมือนว่า CentOS 6 ใช้แบบสั้นๆ แบบข้างบนมันจะไม่ผ่าน ก็เอาแบบนี้แล้วกันครับ

3 คำสั่งครับ

ระหว่างติดตั้งมันจะขึ้นมาถาม กด Enter ไป 555

IMPORT BRANDS & URBAN GOODIES (IBUG FAIR 2010)

IMPORT BRANDS & URBAN GOODIES (IBUG FAIR 2010)
3-7 March 2010 @ Queen Sirikit Convention Center

บริษัท แกลมซีน เอ๊กซ์ฮิบิท จากัด กำหนดจัดงานแสดงสินค้า Brand Name นำเข้า และ สินค้าจาก Designer ในประเทศ ภายใต้ชื่องาน “IMPORT BRANDS & URBAN GOODIES” โดยใช้ชื่อย่อ “IBUG FAIR 2010” ณ. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันพุธ ที่ 3 ถึง วันอาทิตย์ ที่ 7 มีนาคม 2553 รวม 5 วัน

สำหรับงาน “IBUG FAIR 2010” เป็นการจัดงานแสดงสินค้าโดยคัดเลือกจากผู้นำเข้าสินค้าชั้นดีจากต่างประเทศ และ สินค้ามีสไตล์จาก Designer ในประเทศ ในกลุ่ม แฟชั่น เช่น เสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, เครื่องประดับ, ของขวัญ, กีฬา, ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน นอกบ้าน , สินค้าตกแต่งบ้าน, อาหารสำเร็จรูป และ การออกร้านจากร้านอาหาร ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เป็นประชากรเมือง กลุ่ม Life Style และ Trendy, พนักงานออฟฟิศ, นักเรียน นักศึกษา, ชาวต่างประเทศที่อาศัยในประเทศไทย (Expat) และ ประชาชนทั่วไป ซึ่งจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานประมาณ 400 บริษัท และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 70,000 คน/วัน ซึ่งงานนี้จะจัดให้มีปีละ 3 ครั้ง ในเดือน มีนาคม, มิถุนายน และ พฤศจิกายน ของทุกปี

ในการนี้บริษัท แกลมซีน เอ๊กซ์ฮิบิท จำกัด ใคร่ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการที่ประสงค์ที่จะประชาสัมพันธ์สินค้าและเพิ่มยอดขายในผลิตภัณฑ์ของท่านเข้าร่วมงานแสดงสินค้า “IBUG FAIR 2010” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.glamzene.com

Web Hosting Control Panel for Linux Host

พูดถึงบริการ Web Hosting สมัยก่อน เวลาเราไปเช่า ก็จะได้ข้อมูล FTP มา มี hostname หรือ ip มาให้ และก็ Username กับ Password ถ้ามีเมล์ด้วยก็ จะได้ URL ของ Webmail มาอีกอัน จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเมื่อก่อน Add mail กันยังไง ถ้าจะใช้ Database ก็จะได้ URL ของ phpMyAdmin มาอีก เยอะแยะไปหมดเลย แล้วที่สำคัญนะ ทำหายประจำ ^^

พอมาถึงสมัยนี้นะ สบายมากๆเลย เพราะแทบจะทุกเจ้าเลย มี Control Panel มาให้ใช้งานอย่างง่ายดาย ผู้ใช้สามารถจัดการงานต่างๆ ได้จากเมนูบน Control Panel เลย ไม่ว่าจะเพิ่ม Email Account เพิ่มฐานข้อมูล จัดการข้อมูลในฐานข้อมูล รวมไปถึง แก้ไขไฟล์เว็บของเรา ก็ยังสามารถทำได้บน Control Panel อีกต่างหาก

แต่ว่าเจ้า Control Panel ก็มีผลิตออกมากันหลายเจ้าเหลือเกิน ผู้ให้บริการแต่ละที่ก็เลือกใช้แต่ละตัวตามความชอบ และกำลังทรัพย์ ที่พูดว่ากำลังทรัพย์เพราะว่า Software Control Panel แต่ละตัวมีราคาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

Control Panel ที่เราเห็นกันบ่อยๆ บน Linux Host ก็มี

  • cPanel and WebHost Manager (รู้จักกันในนาม cPanel)
  • Parallels Plesk Panel (รู้จักกันในนาม Plesk)
  • DirectAdmin Web Control Panel (รู้จักกันในนาม DirectAdmin)

แล้วเจ้า 3 ตัวที่ว่ามานี้ มันต่างกันยังไงล่ะ? ผมว่าถ้าอยากรู้เราก็มาลองใช้ตัวจริงของมันก็เลยดีกว่านะครับ จะได้รู้กันไปเลยว่ามันเป็นยังไง อนาคตถ้าต้องเช่า Host จะได้เลือกได้ว่าอยากได้ตัวไหนมาใช้งานนะครับ

Demo ของ cPanel สามารถดูได้จาก URL : http://cpanel.net/demo/

Demo ของ Plesk สามารถดูได้จาก URL : http://sp.parallels.com/products/plesk/hands-on-demos/

Demo ของ DirectAdmin สามารถดูได้จาก URL : http://www.directadmin.com/demo.html

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากที่ได้ทดลองเข้าไปเล่นเข้าไปจับ Control Panel แต่ละตัวกันแล้ว
โดยส่วนตัวแล้ว ผมประทับใจ Plesk มากที่สุดเลยครับ ด้วยสีสรรค์ที่สวยงาม และ Interface ที่อธิบายด้วยรูป icon ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อเวลาใช้งาน ไม่ต้องไล่อ่านไล่หาเมนูให้วุ่นวายนัก แค่เพียงดูรูป icon ก็สามารถหาเมนูที่ต้องการเจอได้ไม่ยาก

ทดลองใช้ Magento

ก็ได้ยินมาพักนึงละกับเจ้า Magento แต่ก็ยังไม่ได้เอามาลองใช้ จริงๆ จังๆ ซะที
เมื่อพุธที่ผ่านมาแอบว่างเล็กๆ ก็เลย ได้ไป Download เจ้า Magento มาลองซะที

ก็สำหรับตัวที่เอามาลองจะเป็น Magento Community ver 1.3.1

สั่งแรกที่เจอเลยก็ เหอๆ ไฟล์ใหญ่มาก…….. ขนาดไฟล์ ZIP มายังตั้ง 15.7 MB
แตกออกมาแล้วก็ หุหุ 43.9 MB เลยนะนี่…

ขั้นต่อไปก็แน่นอนว่าต้อง Upload ขึ้นไปบน Server กันก่อน
รอซะเบื่อกันไปเลย นั่งดู TV รอซะเลย เหอๆ แต่แค่นั้นมันยังน้อยไป
เพราะอยู่ดีๆ FTP Client ที่ใช้มันดันค้างไปซะงั้น ตั้ง 2 รอบ ก็เลยต้องมาไล่อัพทีละ Folder (ไม่อยากค้างอีกนะ หุหุ)

และแล้วก็ได้เวลาติดตั้ง จะบอกว่าง่ายมากๆ พอ Upload เสร็จ เรียก URL ที่เก็บไฟล์ที่เราอัพลงไปก็จะขึ้นหน้า Install มาเลยทีเดียว
แล้วก็ทำตาม ขั้นตอนคลิกๆ พิมพ์ นิดเดียวเอง เสร็จเลย ง่ายมากๆ

ลงเสร็จก็ต้องมาลองใช้กันเลย หุหุ Login เข้าไปครั้งแรก ถึงกับเอ๋อเลย
ตัว Application สามารถปรับแต่งได้เยอะมากๆ แอบคิดในใจแล้ว งานเข้าอีกทีนี้
ก็เลยไม่รอช้า จิ้มมันให้หมดทุก Menu ดูๆ ส่องๆ แล้วก็ไปอ่านคู่มือในเว็บของ Magento นั่นแหละ ซัก นิดๆหน่อยๆ

ในความคิดผม บอกได้เลยว่า สมบูรณ์มากๆ ใช้งานง่ายกว่าที่คิดเยอะ ถึงแม้จะเห้นหน้าตาดูยิ่งใหญ่ Menu เยอะแยะ แต่ก็ จัดการมาได้อย่างลงตัว พอใช้ๆไปก็ไม่งงเลยแม้แต่น้อย จะหาปุ่มอะไร แทบจะเรียกได้ว่าไม่ต้องคิดเลย Menu มันจะสื่อ และจัดเป็นหมวดหมู่ได้ดีทีเดียว

ตอนนี้ลองเล่นมาได้ 2 วันละ ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว

หน้าตาเจ้า Magento ก็ดูดีนะ ลองไปดูที่ผมลงไว้ลองเล่นได้ที่ http://mall.forstudent.com นะครับ

เดี๋ยวเอาไว้ใช้เก่งๆแล้ว ว่าจะลองเปิดร้านขายของดูซักร้านนึง อย่าลืมมาอุดหนุนด้วยล่ะครับ คริๆ