การเปิด Control Panel ใน Wondows 8.1

สำหรับ Windows 8.1 จะมีปุ่ม Start แบบนี้แล้วนะครับ

start button

ให้คลิ๊กขวาที่ปุ่ม Start แล้วคลิ๊กที่ Control Panel ตามภาพเลยครับ

gotocontrolpanel

การตั้งค่า Windows 8.1 ให้แสดง File และ Folder ที่ถูกซ่อนไว้

วิธีการนั้นช่างง่ายดาย เพียงเปิด File Explorer ขึ้นมาและทำตามขั้นตอนในรูปเลยจ้า…

File Explorer

View Option

แค่นี้ก็เรียบร้อย Folder ที่ถูกซ่อน จะเห็นเป็น Folder สีจางๆ

UEFI กับ Windows 8

เมื่อวานนี้เห็นมี Windows 8 Pro x64 RTM หลุดมาแล้วเลยจัดแจงลองซะหน่อย แล้วก็ลองลงแบบ EFI Mode เลย ปรากฏว่า ดีกว่าลงใน Legacy BIOS เพราะว่า บูตได้เร็วกว่า (ราว 5-10 วินาที)

ติดตั้งเสร็จครั้งแรกใช้เวลาบูตแค่ 8 วินาที เข้าสู่หน้า Welcome Screen ตั้งแต่กดปุ่ม Power บน Thinkpad E220s (เครื่องผมมี Intel SSD อยู่ เลยไวมั้ง)

ในที่ที่จะพูดถึงจะเพราะ Non-Mac ที่เป็น x86-64 EFI เพราะว่าปัจจุบันไม่มี PC เครื่องไหนมากับ x32 EFI แน่ ๆ

ปัจจุบัน Mainboard และ Notebook ทั้งหลายเริ่มมากับ UEFI BIOS บ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น EFI 2.0  และ รุ่นที่มี EFI มารุ่นแรก ๆ หลายตัวมี bug เพราะว่ายัด UEFI Driver/TABLE ใน ACPI ผิด แล้ว Memory Corrupt ดังนั้น ต่อให้มี มี UEFI BIOS ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้เสมอไป

UEFI BIOS ส่วนใหญ่สามารถ Boot Legacy BIOS แบบเดิม ๆ (x86 PC BIOS) ได้ด้วย

กระบวนการ Boot ของ UEFI นี่จะต่างจาก PC BIOS ปกติตรงที่ UEFI จริง ๆ มี Boot configuration เก็บใน NVRAM (CMOS) เลย (ใน ระบบ UEFI เรียกว่า EFI Variables) ซึ่งจะระบุว่ามี Boot Loader อยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะว่า อยู่บน Disk ลูกไหน … มันอ้างไปถึงไฟล์ที่ใช้บูตได้เลย

แต่ปกติ Boot Configuration ใน BIOS จะแก้ไม่ได้ ทำได้แค่เลือกบูตตัวไหนได้ (UEFI BIOS บางตัวก็แก้ได้) หรือจะเลือกบูต Default EFI Boot Application ใน Disk นั้น ๆ (คล้ายระบบบูตของ PC BIOS ดั้งเดิม ซึ่งเลือกได้แค่ว่าจะบูต Disk อันไหน)

ถ้ามีการติดตั้ง OS ที่ใช้ระบบบูตแบบ UEFI แล้วปกติมันจะไปใส่ค่าไว้ใน BIOS  เลย เช่น Windows 8 มันจะใส่ว่า Windows Boot Loader ไปเรียก  EFI Application \efi\microsoft\boot\bootmgfw.efi ใน Partition GUID บลา บลา บลา … อะไรแบบนั้น ซึ่งเราสามารถเลือกบูตจาก BIOS ได้เลย แทนที่จะเลือกไปว่า บูต Disk ตัวไหน ดังนั้นถ้าเราบันทึกไว้ว่าบูตตัวนี้ก่อน เราย้าย Disk ไปอยู่ Harddisk ลูกที่ 0 , 1 , 2 , 3 มันก้จะบูตตัวเดิมเสมอ เพราะมันอ่านจาก GUID ของ  Parition

แต่ถ้าไม่ได้บูตโดยใช้ Config ที่ตั้งไว้ ก็จะมีอีกทางเลือก คือ Default UEFI Boot Application ใน Disk นั้น ๆ โดยตรง ซึ่งปกติคือ \efi\boot\bootx64.efi ใน FAT(16/32) partiton แรก ของ Disk นั้น (BIOS บางตัวไล่ทุก partition)

BIOS บางตัวสามารถบูต UEFI Shell ได้ด้วย หรือ บางทีมี UEFI Shell ใน Firmware เลย ซึ่งมันจะเรียกตรงไหนก็แล้วแต่ยี่ห้อแต่รุ่น เอาไว้พูดถึงทีหลัง

และสุดท้ายคือ UEFI BIOS ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่สามารถบูตแบบ PC BIOS ปกติได้ด้วย คือ บูตจาก MBR ใน Disk ลูกนั้น ๆ นั้นแหละ

UEFI จริง ๆ มีอะไรคล้าย ๆ DOS ครับ คือมีสิ่งที่เรียกว่า Driver และ Application ซึ่งตัว BIOS สามารถ Load Driver และ Application พวกนี้เข้าไปทำงานได้ ซึ่งถ้าคุณมี EFI Shell ติดตั้งไว้จะรู้สึกเหมือนใช้ DOS อย่างไรอย่างนั้น ซึ่ง BIOS SETUP ก็เป็น EFI Application ตัวนึง BOOT Loader ก็เป็น Application ตัวนึง หรือบางที แม้แต่ OS ก็เป็น

จะลง Windows 8 ด้วย UEFI ทำไง

ต้องใช้ Windows x64 แล้ว ไปตั้งใน BIOS ไห้บูตแบบ UEFI Only หรือ UEFI First จบครับ 555

เท่าที่ลองคือ ไม่ว่าจะเป็น USB หรือ CDROM มันก็จะบูตได้หมด

และมันก็ทำอย่างข้างบนจริง ๆ คือไปหา \efi\boot\bootx64.efi มาทำงาน

ถ้าอยากเล่นอะไรหน่อย หลังจากติดตั้ง Windows 8 เสร็จแล้ว ให้ไปหา EFI Shell มาครับ ใส่ใน Flash Drive ไวที่ \efi\boot\bootx64.efi แล้วลองบูตจาก Flash Drive แบบ EFI ดู

https://edk2.svn.sourceforge.net/svnroot/edk2/trunk/edk2/EdkShellBinPkg/FullShell/X64/Shell_Full.efi

แล้วหาทาง Boot Windows 8 จาก EFI Shell ให้ได้

ใน EFI Shell กด Shift+PgUp ได้นะถ้าดูอะไรไม่ทัน

มี hint ให้สองสามคำสั่ง

map

fs1:

fs2:

cd efi\microsoft\boot

คราวหน้าถ้ามีอารมณ์จะมาพูดถึง EFI Shell และ GRUB EFI สำหรับใช้กับ Linux

….

ส่วนหา Windows 8 จากไหน Key อะไร … ผมว่าคุณก็รู้ว่าเอาจากไหน และผมก็ยังไม่ได้ Activate รอมันขายจริงนู่นแหละ

IP ทั้งหมด ที่ผ่าน CAT-NIX (National Internet Exchange) ในประเทศไทย

ตามนั้น สั้นๆ Update ทุกวัน
http://nms.nettree.net.th/bgp/aggregate_simple.php

Database Server Storage Optimization

– อย่าใช้ Raid 5,6 : Write Performance ห่วยมาก (ยกเว้นว่าไม่ค่อยมีเขียน) ไปใช้ Raid 1 หรือ 10 แทน
– Disable Adaptive Read Ahead : ส่วนใหญ่ DB Engine จะ Request Block ที่ต้องการ รวมทั้ง Read Ahead เอง พราะรู้โครงสร้างและข้อมูลที่จะดึงต่อไปได้ดีกว่า ที่จะให้ RAID Controller จัดการ ซึ่งมักเสีย I/O ไปโดยใช่เหตุ …
– ใช้ Write Back Cache และ Disable Barriers ถ้ามี Battery Backed หรือ Non-Volatile Cache : แน่นอน Controller พวกนี้ค่อนข้างไว้ใจได้เวลาไฟดับจะไม่ corrupt ดังนั้น ก็ปลอดภัยระดับหนึ่งที่จะ ปิด Barriers ได้เลยต่อให้ใช้ Write Back Cache. (ถ้าข้อมูลสำคัญมากก็ เปิด Write Through + Barriers ไว้เหอะ) (ext3/4/btrfs ใช้ -o barrier=0)
– เอา Flashcache + SSD มาช่วย : อันนี้น่าจะช่วยเรื่อง Random Read ได้มาก แต่ อย่าใช้ flashcache แบบ writeback หรือ writearound…. ให้ใช้เฉพาะ writethrough เท่านั้น ยกเว้นข้อมูลไม่สำคัญ เพราะอาจจะ corrupt เอาง่าย ๆ … อ้อ raid controller ขั้นเทพรุ่นใหม่บางตัว มี option config SSD Drive as Cache เลย อันนี้ก็เหมือนมี flashcache อยู่แล้ว … ดังนั้นถ้ามีพวกนี้ไม่ต้องทำ … ส่วนเรื่อง SSD Cache ของ ESXi ยังไม่รู้ว่านิ่งขนาดไหน ตอบไม่ได้

– ถ้าอยู่บน VM ไม่ควรใช้ Thin Provisioning เพราะจะทำให้ ข้อมูลมัน กระจัดกระจายอยู่บน datastore และเสียเวลา allocate มันจะช้า … และถ้าข้อมูลสำคัญ อย่าปิด write barriers เด็ดขาดต่อให้ Host (Hypervisor) มี RAID + Battery Backed Cache หรือ Non Volatile ก็ตาม (Note: ESXi ก่อน 5.0 ไม่ support write Barriers นะจ๊ะ) ถ้าจะให้ดี ซื้อ SAN แล้ว map SAN เข้าไปเลยถ้ามีเงิน (ถ้าใช้ XEN/KVM อย่าลืม disable host cache ด้วย)

 

** มีแก้ไขนะ ผมใส่ writethrough/writearound สลับกัน เหอ ๆ

ติดตั้ง Extra Packages for Enterprise Linux (EPEL) บน CentOS

คุณเคยไม๊เวลาที่ต้องลงอะไรที่คนทั่วไปเค้าไม่ค่อยได้ใช้กัน กว่าจะหา Package มาได้ก็ลำบากมาก

วันนี้เรามาใช้ Repository ตัวนึงของ Fedoraproject กันดีกว่า มันมีชื่อว่า
Extra Packages for Enterprise Linux (EPEL)

วิธีติดตั้ง repo ก็ง่ายมากๆครับ
จริงๆวิธีการมีเขียนบอกไว้อยู่แล้วที่ http://fedoraproject.org/wiki/EPEL

ผมสรุปออกมาสั้นๆง่ายๆ สั่งตามนี้

URL ของไฟล์ RPM ก็ไปหาเอาที่ http://fedoraproject.org/wiki/EPEL อยู่ตรงหัวข้อ How can I use these extra packages?

สำหรับใครที่ใช้ CentOS 5 ใช้คำสั่งชุดนี้ครับ

แค่นี้ก็เรียบร้อยจ้า…

ติดตั้ง webmin บน centos 6

เรื่องมันเกิดจากว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยจะเก่ง command line เท่าไหร่ เพราะว่าจำไม่เคยจะได้เลย
พอต้องทำอะไรที่ ก็ต้องดู help บ้างละ search google บ้างละ ก็เสียเวลาไปไม่ใช่น้อย

ก็เลยหันไปคบกับ webmin ซึ่งเป็น control panel ของ linux ที่มี feature ค่อนข้างจะครบเลยทีเดียว แถมยังฟรีอีกด้วย

เอาล่ะวิธีลงก็ง่ายมากมาย

สำหรับ centos 6 ถ้าลงแบบ minimal จะไม่มี wget มาให้ด้วย ก็ลงเพิ่มซะด้วยคำสั่ง

แล้วก็ text editor ซักตัวใครถนัดตัวไหนก็ตัวนั้นได้เลยครับ ผมถนัน nano ถ้ามันยังไม่มีลงมาให้ก็ลงซะ

หลังจากนั้นก็สร้างไป webmin.repo ไว้ที่ /etc/yum.repo.d/

copy คำสั่งต่อไปนี้ใส่ลงไปในไฟล์ webmin.repo

[Webmin]
name=Webmin Distribution Neutral
#baseurl=http://download.webmin.com/download/yum
mirrorlist=http://download.webmin.com/download/yum/mirrorlist
enabled=1

จัดการ save ไฟล์ซะ แล้วหลังจากนั้นก็สั่งตามนี้

เป็นอันว่าเรียบร้อยจ้า…

เปิด webmin ใช้งานก็ http://หมายเลขไอพีของคุณ:10000

ถ้าเปิดไม่ได้อาจจะติด firewall ให้ลองตรวจสอบดูว่าเปิดให้ port 10000 ทำงานหรือยังนะครับ

วิธีการติดตั้งของแท้ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.webmin.com/rpm.html

ติดตั้ง pptpd (poptop) บน CentOS 6 แบบรวดเร็ว

ง่ายมากๆ แค่ 2 คำสั่ง copy ไปวาง แล้ว Enter เสร็จ ฮาๆ…

ชุดคำสั่งข้างบนสำหรับ Red Hat Enterprise Linux 6 และ CentOS 6 ก็สามารถใช้ได้เช่นกันครับ

 

เท่าที่อ่านคู่มือดู เหมือนว่าจะสั่ง

ได้เลย แล้วมันจะรู้เองว่าเป็น OS ตัวไหน แต่ต้องขอบอกก่อนนะครับว่ายังไม่ได้ลอง ^^

 

ใครไม่แน่ใจก็เข้าไปเลือก OS แล้ว copy URL มาเปลี่ยนเอาก็ได้ครับ
เข้าไปได้ที่ http://poptop.sourceforge.net/yum/stable/

สังเกตในคำสั่งจะมี http://poptop.sourceforge.net/yum/stable/rhel6/pptp-release-current.noarch.rpm
ที่ผมทำสีแดงๆ ตัวหนาๆ ขีดเส้นใต้ไว้นั่นละครับ ก็ใส่เป็นชื่อ OS ที่เราใช้ เช่น rhel5 , fc16 , fc15 เป็นต้น

 

ส่วนตั้งค่า pptpd ยังไงให้ใช้งานได้นั้น ก็ ^^ สู้ตายครับ ฮาๆ… เพราะผมก็ยังไม่เก่ง เลยยังไม่กล้าสอน ^^

 

ที่มา http://poptop.sourceforge.net/dox/redhat-howto.phtml

ติดตั้ง atomic repository สำหรับ YUM

จดไว้กันลืม จะติดตั้งทีไร ก็ต้องหาใหม่ทุกที 555

Copy ปะได้เลย
เสร็จแล้วก็ yum โลด…

เหมือนว่า CentOS 6 ใช้แบบสั้นๆ แบบข้างบนมันจะไม่ผ่าน ก็เอาแบบนี้แล้วกันครับ

3 คำสั่งครับ

ระหว่างติดตั้งมันจะขึ้นมาถาม กด Enter ไป 555

ขับรถช้าๆ ใจเย็นๆกันหน่อยนะครับ เป็นห่วงทุกคน

ถึงกับอึ้งไปเลย หลังจากได้ดู Video นี้ พูดไม่ออกเลยครับ สงสารคนที่ไม่รู้เรื่องมากๆ